หากกล่าวถึงศาสนสถานที่มีสายใยเชื่อมโยงกับคณะราษฎรหรือการปฏิวัติ 2475 ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของผู้คนคงเป็น “วัดประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นวัดที่คณะราษฎรสร้างขึ้นโดยแฝงนัยยะทางการเมืองทั้งในแง่ของพื้นที่ สถาปัตยกรรม และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ภายในวัด จุดเด่นสำคัญคือ พระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ล้อมรอบด้วยอัฐิของสมาชิกคณะราษฎร อันเป็นการหลอมรวมความเชื่อทางศาสนากับอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างแนบเนียน ทั้งนี้ในช่วงปลายสมัยคณะราษฎรได้มีความพยายามสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ จังหวัดนครราชสีมา โดยนำรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์วัดประชาธิปไตยมาเป็นต้นแบบ คือ พระสัมพุทธเจดีย์ศรีสิงหนาท แห่งวัดศาลาทอง ซึ่งเรื่องราวของพระเจดีย์องค์นี้ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนในยุคปัจจุบัน
วัดศาลาทอง เป็นวัดสังกัดธรรมยุติกนิกาย เดิมชื่อ “วัดป่าเลไลยก์" หรือ “วัดป่าเลไลย์ทอง” เนื่องจากประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ขนาดใหญ่ โดยปรากฎหลักฐานว่าวัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในปี 2473 ต่อมาราษฎรชาวโคราชได้ร่วมกันสร้างอุโบสถหลังใหม่ทรงจตุรมุขในปี 2481 ซึ่งวัตถุสำคัญสมัยคณะราษฎรภายในพระอุโบสถคือ เหรียญพระบรมฉายาลักษณ์ยุวกษัตริย์รัชกาลที่ 8 หล่อด้วยสำริด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 17 นิ้ว มีข้อความ “มหิดล” ด้านซ้าย และ “อานันท” ด้านขวา อันเป็นเหรียญที่รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามมอบแก่วัดและสถานศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศในช่วงปี 2481-2482
สำหรับพระสัมพุทธเจดีย์ศรีสิงหนาท หรือพระเจดีย์วัดศาลาทอง สร้างขึ้นในปี 2489 โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่สนับสนุนระบอบใหม่และดำรงตำแหน่งสังฆนายกรูปแรกของไทยได้ประทานนามพระเจดีย์แห่งนี้ อันมีความหมายว่า “พระเจดีย์อันเป็นสิริมงคลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระธรรมอันเกรียงไกร” ทั้งนี้ความเป็นมาของพระเจดีย์องค์นี้ยังเกี่ยวพันกับจอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้บัญชาการกองพลที่ 3 แห่งกองทัพพายัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กล่าวคือ ในเดือนมกราคม 2485 หน่วยทหารกองพลที่ 3 ได้ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ 4 องค์ระหว่างการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำอิง อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย จอมพลผินจึงขอแบ่งพระธาตุ 2 องค์มาประดิษฐานที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบำรุงขวัญแก่ทหารและประชาชน รวมถึงตั้งปณิธานไว้ว่า เมื่อบ้านเมืองเสร็จสิ้นสงครามมหาเอเชียบูรพาเข้าสู่สันติภาพแล้ว จะจัดสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุให้เป็นพุทธบูชาแก่ชาวอีสานและประเทศชาติสืบไป ดังนั้นเมื่อคณะสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชนทราบข่าวจึงร่วมกันบริจาคเงินและสิ่งของมีค่าสำหรับการก่อสร้างเจดีย์
พระสัมพุทธเจดีย์ศรีสิงหนาทวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2489 แต่การก่อสร้างครั้งนั้นขาดแคลนเงินทุนจึงเสร็จเพียงฐานคอนกรีต ต่อมาในปี 2495 จอมพลผิน รองนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบก ได้มาทอดกฐินที่วัดศาลาทอง ท่านจึงประชุมร่วมกับข้าราชการทหาร พลเรือน และคหบดี แจ้งความจำนงค์ในการสร้างพระเจดีย์องค์นี้ให้สมบูรณ์ กระทั่งวันที่ 13 มกราคม 2496 เมื่อการก่อสร้างพระเจดีย์เป็นรูปเป็นร่าง จอมพลผินได้เป็นประธานในพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยมีข้าราชการฝ่ายทหาร ตำรวจ และพลเรือน ลูกเสือ นักเรียน พ่อค้า และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง อย่างไรก็ตามจากภาพถ่ายวัดศาลาทองในปี 2505 แสดงให้เห็นว่าเจดีย์ดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จเพียงส่วนโครงสร้าง ยังไม่มีการประดับตกแต่งลวดลายทางสถาปัตยกรรมให้สมบูรณ์
พระสัมพุทธเจดีย์ศรีสิงหนาทเป็นสถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีตสมัยคณะราษฎร ที่จำลองรูปแบบมาจากพระเจดีย์วัดประชาธิปไตย มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังสององค์ครอบทับกัน ด้านในมีทางเดินโดยรอบ มีการลดทอนลวดลายแบบประเพณี รวมถึงออกแบบบัวกลุ่มยอดเจดีย์เป็น 6 ชั้น ถึงกระนั้นความแตกต่างเด่นชัดของพระเจดีย์ที่วัดศาลาทองคือ การลดสัดส่วนพระเจดีย์จากต้นแบบที่กรุงเทพฯ และให้ความสำคัญกับการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุด้านในพระเจดีย์ โดยไม่มีการบรรจุอัฐิของสามัญชนบริเวณผนังด้านในขององค์พระเจดีย์แบบพระเจดีย์วัดประชาธิปไตย อันสะท้อนถึงการนำรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรมาใช้งานภายใต้คติความเชื่อดั้งเดิมของไทยที่กีดกันอัฐิของสามัญชนออกจากพระบรมสารีริกธาตุในช่วงเวลาหลังจากคณะราษฎรสิ้นสุดอำนาจในปี 2490
ณัฐธยาน์ สวัสดิ์วรากร เขียน
ผลงานผ่านการคัดเลือกจากการประกวดสารคดีความทรงจำ "วัตถุปฏิวัติ"